ยกระดับ “มาเก๊า” สู่เมืองแห่งการสร้างสรรค์ด้านอาหาร

No Comments news

การผสมผสานศิลปะ วัฒนธรรม ของโลกแห่งตะวันตกและตะวันออกเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว นับเป็นเสน่ห์ที่มีความน่าหลงใหลของมาเก๊า ซึ่งเกาะแห่งนี้เคยอยู่ภายใต้การปกครองของโปรตุเกสมานานกว่า 400 ปี ทำให้มีสถาปัตยกรรมงดงาม และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจนหลายคนต้องการมาสัมผัส

และเมื่อพูดถึงเกาะมาเก๊าแล้ว หลายคนก็จะนึกถึงคาสิโนมาเป็นอันดับต้นๆ เนื่องจากเป็นเป็นแหล่งคาสิโนยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของโลก ไม่เพียงแต่คาสิโนเท่านั้นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน และยังเต็มไปด้วยเมนูเด็ดให้ไปพิสูจน์ความอร่อย ตั้งแต่ร้านแบบสตรีทฟู้ดที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ไปจนถึงร้านหรูระดับมิชลินสตาร์
นางสาวมาเรีย เฮเลน่า เดอ เซนน่า เฟอร์นานเดส ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวมาเก๊า กล่าวในงานเปิดตัวแคมเปญ 2018 Year of Gastronomy หรือ 2018 ปีแห่งอาหารสู่วัฒนธรรม สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษที่มาเก๊า หลังจากที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกใหม่ขององค์กรยูเนสโก ว่า ถือเป็นโอกาสดีที่มาเก๊าได้สร้างโอกาสใหม่ๆ และกระจายความหลากหลายทางเศรษฐกิจ โดยใช้ศาสตร์ด้านการทำอาหารเป็นตัวผลักดันให้คงความเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม

“ที่ผ่านมาคนทั่วไปจะมองว่าเป็นเมืองแห่งคาสิโน จึงมีความต้องการให้มาเก๊ามีความหลากหลายเพิ่มมากขึ้น และในปีนี้นับเป็นโอกาสที่ดีที่มาเก๊าได้ยกย่องให้เป็นซิตี้ออฟแกสโตรโนมี เมืองแห่งการสร้างสรรค์ทางด้านอาหารจากยูเนสโก จึงได้นำสิ่งที่น่าสนใจมาโปรโมทให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะเมนูอาหารจานเด่น เพื่อชวนเชิญคนไทยไปท่องเที่ยวที่มาเก๊ามากขึ้น”
การได้รับเลือกในครั้งนี้ทำให้มาเก๊าได้เป็นที่ยอมรับของทั้งโลก ในด้านการทำอาหารที่สืบทอดกันมาร่วม 400 ปี และยังทำให้เยาวชน คนรุ่นใหม่เกิดความสนใจในด้านวัฒนธรรมการทำอาหารมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาหารแมงกานีส (Macanese Cuisine) ที่จะได้ส่งเสริมและสืบสานทางมรดกในการทำอาหาร

สำหรับอาหารแมงกานีส เป็นอาหารที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างอาหารโปรตุเกสและอาหารจีนอย่างลงตัว โดยใช้ส่วนประกอบและเครื่องปรุงที่ได้มาจากยุโรป อเมริกาใต้ แอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้เมืองดังระดับโลกอย่างมาเก๊ามีอาหารที่หลากหลายและมีความโดดเด่นเฉพาะตัว
โดยในปี 2560 มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปยังมาเก๊าจำนวน 198,000 คน ซึ่งจัดอยู่ในลำดับที่ 9 จากจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด 32.6 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาจากจีน ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลี และญี่ปุ่น และมีอัตราการพำนักอยู่ประมาณ 2 วัน มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 235 ดอลล่าสหรัฐ

และแผนในระยะ 3ปีข้างหน้า คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็น 35-40 ล้านคน แต่ขณะเดียวกันจุดมุ่งหมายหลักที่มุ่งเน้นก็คือ การหาแนวทางเพื่อให้นักท่องเที่ยวมีระยะเวลาท่องเที่ยวที่นานขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมหลักของมาเก๊าคือธุรกิจโรงแรม ปัจจุบันมีจำนวนห้องพักรวมกว่า 39,000 ห้อง ซึ่งในปีหน้าจะมีโรงแรมเปิดใหม่เพิ่มมากขึ้นและส่งผลให้มีจำนวนห้องพักมีเพิ่มอีก 2,000-3,000 ห้อง
นอกจากนี้นักท่องเที่ยวในกลุ่ม MICE หรือกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับการจัดประชุมบริษัทข้ามชาติ การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล การประชุมนานาชาติ และการจัดนิทรรศการ ถือเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ในปีที่ผ่านมามีจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่ม MICE อยู่ที่ 1.9 ล้านคน และมีแผนที่จะขยายกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น เพราะตลาดกลุ่มนี้สามารถเดินทางเข้ามาได้ทุกช่วงเวลา และพำนักอยู่เป็นระยะเวลานานกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป ส่งผลให้การผลักดันกระตุ้นกลุ่มนี้ของมาเก๊ามีออกมาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองมาเก๊า นั่นก็คือ “ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล” (Ruins of St.Paul’s) ที่ยังหลงเหลือให้ชมถึงความสวยงามอลังการในอดีต โดยโบสถ์ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นโรงเรียนสอนศาสนาแห่งแรกของชาวตะวันตกในดินแดนตะวันออก ต่อมาได้เกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรง เกิดความเสียหายทั้งหลัง หลงเหลือแค่ประตูหน้าและบันไดทางเข้าเท่านั้น

ขอบคุณข่าวที่มีประโยชน์ และติดตามข่าวฉบับเต็มได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์