‘ทีเจ’เผยเป็นโรคซึมเศร้า เคยคิดฆ่าตัวเองแต่รอดมาได้

No Comments news

‘ทีเจ’ อวดกระเป๋าจนเป็นเรื่อง คนด่าขี้อวด แต่ไม่แคร์ด่ามาก็ด่ากลับ เผยเป็นคนโมโหง่าย ตอนนี้เป็นโรคซึมเศร้า ต้องกินยาอย่างต่อเนื่อง เคยคิดสั้นแต่โชคดีรอดมาได้ กลายเป็นดราม่าขึ้นมาทันทีหลังนักร้องหนุ่ม ทีเจ-จิรายุทธ ผโลประการ สะพายกระเป๋าหรูแบรนด์ Louis Vuitton x Supreme ขึ้นคอนเสิร์ตแล้วมีคนมาคอมเมนท์จิกกัดหาว่าอวดรวย จนเจ้าตัวต้องตอกกลับด้วยถ้อยคำที่ค่อนข้างรุนแรง จนทางต้นสังกัดได้สั่งให้ขายกระเป๋าเจ้าปัญหานั้นทิ้งไป พร้อมทั้งกักบริเวณ 3 เดือน

ทีเจ เปิดเผยว่า “ยอมรับว่าวินาทีนั้นผมโกรธมาก เพราะว่าผมเป็นคนขี้โมโหอยู่แล้ว และตอนนั้นไม่มีใครทันห้าม ผมเลยพิมพ์ตอบโต้ไป แล้วเขาก็ไม่หยุด ยังคงพิมพ์ตอบโต้ผมยาวมาก สักพักผมก็คิดได้ว่าเราจะตอบทำไม ก็เลยจบแล้วลบทั้งหมด รวมทั้งบล็อคเขาหมดทุกช่องทางด้วย แต่ปกติเวลาขึ้นคอนเสิร์ต ผมก็สะพายกระเป๋าขึ้นไปเล่นบ้าง ถ้ามีอะไรที่ผมอยากโชว์ผมก็จะถือขึ้นไปด้วย ช่วงก่อนหน้านี้มีกระแสอะไร หลุยส์ ซูพรีม กำลังมา ทุกคนก็พูดถึง ผมก็อยากอวดครับ ในเมื่อเรามีโอกาสได้ซื้อ ได้ใส่แล้ว แต่ตอนนี้ชุดนั้นขายไปแล้วครับ เพราะผมเป็นคนขี้เบื่อ พอซื้ออะไรมาใส่ แล้วคนถ่ายรูป คนจำได้ ผมก็ขายทิ้งเลย ไม่ใช่ว่าเป็นการตัดปัญหานะครับ แค่เบื่อ เพราะผมก็ไปซื้อใบใหม่มาแล้ว พอมีดราม่าเกิดขึ้น คนรอบข้างก็เข้ามาเตือนบอกให้ใจเย็นๆ วินาทีนั้นผมอยากจะตามไปถึงที่บ้านเลย ดูว่าเป็นใครอยู่ที่ไหน ผมเป็นคนโมโหง่ายด้วยครับ”

นอกจากนี้ ทีเจ ยังเผยเรื่องที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนด้วยว่า ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า รักษามา 2 ปี ยังไม่หาย เคยคิดฆ่าตัวตาย แต่รอดมาได้  “จริงๆผมเป็นโรคซึมเศร้าไม่มีใครรู้มาก่อน ผมหาหมอมา 2 ปีแล้วยังไม่หาย ถ้าอะไรที่มันกระทบจิตใจเรานิดเดียว ผมจะแบบมีอารมณ์ได้ง่ายมาก ทุกวันนี้ก็กินยาตามหมอสั่ง แล้วก็ไปหาหมอทุกๆเดือน หลายคนอาจจะเห็นว่า ก่อนหน้านี้ผมชอบลงภาพดำๆในไอจีบ่อยๆ นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งเวลาที่มีอาการ เป็นอารมณ์ที่ดาร์ก เหมือนมีอะไรเข้ามาเยอะจนเรารับไม่ทัน แต่ก็มีพยายามใช้ชีวิตโดยไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง เพราะมีช่วงหนึ่งที่ผมคล้ายกับคนเป็นไบโพลาร์ ถ้ามีความสุขก็จะมีความสุขที่มาก ถ้าดาวน์ก็จะลงแบบดำดิ่งไปเลย  ตอนนี้ก็เริ่มรู้สึกดีขึ้น ผมจะพยายามอยู่กับคนที่เข้าใจเราแล้วจะไม่อยู่คนเดียวเด็ดขาด เพราะอันตรายมากสำหรับผม ก็โชคดีมากที่ผมมีเพื่อนคอยอยู่ด้วย ส่วนครอบครัวผมแยกทางกันตั้งแต่เด็ก แม่ก็อยู่ต่างประเทศไม่ได้อยู่ด้วยกัน ตอนนี้ผมก็ใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ยอมรับว่าช่วงแรกๆ เคยคิดสั้นเหมือนกัน เคยคิดแล้วทำด้วยและเข้าโรงพยาบาลด้วย แต่รอดมาได้ หลังจากนั้นผมก็รู้สึกตัวว่าโรคนี้มันร้ายแรงมาก ผมต้องเอาตัวเองไปหาหมอแล้ว เมื่อก่อนผมก็คิดว่าการไปหาจิตแพทย์เป็นอะไรที่ประหลาดมาก เราดูเป็นโรคจิต แต่พอไปหาก็ดีขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อนที่สนิทกัน ส่วนคุณหมอก็แนะนำว่าอย่าไปอ่านอะไรที่ทำให้เรารู้สึกแย่ เพราะฉะนั้นคอมเมนท์ในยูทูปหรือเฟซบุ๊ก เราก็จะเลือกไม่อ่านครับ”. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ dailynews