กสิกรฯชี้เงินบาททยอยอ่อนค่า จับตาการปฏิรูปกฎเกณฑ์ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินของธปท.

No Comments หุ้นการเงิน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยสรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทว่า เงินบาททยอยอ่อนค่าลง โดยเงินบาทชะลอการแข็งค่าในช่วงต้นสัปดาห์ หลังธปท. ระบุถึงความพร้อมที่จะเข้าดูแล เพื่อบรรเทาความผันผวนของค่าเงิน แต่ (เงินบาท) ดีดตัวกลับมาแข็งค่าขึ้นในช่วงสั้นๆ กลางสัปดาห์ ตามทิศทางสกุลเงินในภูมิภาคที่ได้รับอานิสงส์จากเงินหยวนที่ปรับตัวแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 7 เดือน อย่างไรก็ดี เงินบาทกลับมาทยอยอ่อนค่าลงอีกครั้งในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ สอดคล้องกับสถานะขายสุทธิพันธบัตรและหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ ประกอบกับเงินดอลลาร์ฯ ก็สามารถทยอยฟื้นตัวขึ้น หลังจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน และดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนพ.ค. ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งสนับสนุนโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด

สำหรับในวันศุกร์ (2 มิ.ย.) เงินบาทอยู่ที่ 34.17 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับ 34.02 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (26 พ.ค.)

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (5-9 มิ.ย.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 33.90-34.30 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยต้องติดตามกำหนดการแถลงข่าวการปฏิรูปกฎเกณฑ์ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินของธปท. ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ขณะที่ ประเด็นสำคัญจากฝั่งสหรัฐฯ น่าจะอยู่ที่ประเด็นการเมืองภายใน และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ อาทิ ดัชนี PMI ภาคบริการเดือนพ.ค. ยอดสั่งซื้อของโรงงานและสต็อกสินค้าภาคค้าส่งเดือนเม.ย. นอกจากนี้ ตลาดน่าจะรอติดตามการเลือกตั้งในอังกฤษ ผลการประชุม ECB และตัวเลขเศรษฐกิจจีนด้วยเช่นกัน

ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลง จากแรงขายทำกำไรของนักลงทุน โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,567.60 ลดลง 0.11% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 0.24% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 38,467.12 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ปิดที่ 569.83 จุด ลดลง 0.56% จากสัปดาห์ก่อน

ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบแคบในช่วงต้นสัปดาห์ ขณะที่ ตลาดยังคงรอปัจจัยใหม่มากระตุ้น อย่างไรก็ดี ดัชนีมีการปรับตัวลดลงในวันพุธโดยเป็นผลมาจากการปรับ rebalance พอร์ตตามน้ำหนักใน MSCI จากนั้น ตลาดหุ้นไทยกลับมาปรับตัวขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายสัปดาห์ นำโดย หุ้นกลุ่มไอซีที ที่ได้รับอานิสงส์จากการปรับลดค่าธรรมเนียม USO ลง

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (5-9 มิ.ย.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,555 และ 1,545 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,575 และ 1,590 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ การเลือกตั้งในสหราชอาณาจักร รวมทั้งการประชุมธนาคารกลางยุโรป สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ สำคัญ ได้แก่ ยอดสั่งซื้อสินค้าโรงงาน ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน และดัชนี PMI ภาคบริการ ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจต่างประเทศที่สำคัญ อาทิ ข้อมูล PMI ของยูโรโซน และจีดีพี ไตรมาส 1/2560 ของญี่ปุ่น

ขอบคุณ มติชนออนไลน์